วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

พระราชประวัติ

          พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชสมภพ ณ โรงพยาบาลเมานท์ออเบอร์น (Mount Auburn) เมืองเคมบริดจ์ (Cambridge) รัฐแมสสาชูเซตต์ (Massachusetts) สหรัฐอเมริกา เมื่อวันจันทร์ เดือนอ้าย ขึ้น 12 ค่ำ ปีเถอะ นพศกจุลศักราช 1289 ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2470 มีพระนามเดิมว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช เป็นพระราชโอรสพระองค์เล็กในสมเด็จพระบิดา เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ (พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี) และสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาล ซึ่งภายหลังทั้งสองพระองค์ได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธยเป็น สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระเชษฐภคินี และสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2466 ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ กับ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พุทธศักราช 2468 ณ เมืองไฮเดลแบร์ก ประเทศเยอรณี 

ในหลวงกับพระคุณธรรมที่มีต่อพสกนิกรไทย



...คุณธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจนั้น ประการหนึ่ง ได้แก่ การให้ คือ ให้การสงเคราะห์ช่วยเหลือกัน ให้อภัยไม่ถือโทษกัน ให้คำแนะนำตักเตือนที่ดีต่อกัน
  ประการที่สอง ได้แก่ การมีวาจาดี คือ พูดแต่คำสัตย์คำจริงต่อกัน พูดให้กำลังใจกัน พูดแนะนำประโยชน์ให้แก่กันและพูดให้รักใคร่ปรองดองกัน
  ประการที่สาม ได้แก่ การทำประโยชน์แก่กัน คือ ประพฤติตนให้เกิดประโยชน์ เกื้อกูลทั้งแก่กันและกัน และแก่หมู่คณะโดยส่วนรวม
 ประการที่สี่ ได้แก่ การวางตนให้สม่ำเสมออย่างเหมาะสม คือ ไม่ทำตัวให้ดีเด่นเกินกว่าผู้อื่นและไม่ด้อยต่ำทรามไปจากหมู่คณะ หมู่คณะใดมีคุณธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวกันไว้ดังกล่าว หมู่คณะนั้นย่อมจะมีความเจริญมั่นคง

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช



                 คนรุ่นหลังอย่างพวกเรา อาจคิดว่าพวกเราโชคดีที่ได้เกิดมาบนผืนแผ่นดินไทย
  ที่ ๆ สมบูรณ์กว่าแผ่นดินในอีกหลายประเทศ แต่ถ้าไปถามคนรุ่นคุณปู่ คุณย่าของพวกเรา
พวกท่านก็จะบอกว่าความอุดมสมบูรณ์ของผืนแผ่นดินนี้ไม่ได้เกิดจากโชคช่วย
แต่มันมาจากน้ำพักน้ำแรงของบุรุษท่านหนึ่ง บุรุษที่ทำงานหนักมากว่า 61 ปี
เพื่อสิ่ง ๆ เดียว นั้นก็คือความอยู่เย็นเป็นสุขของพวกเราชาวไทยทุกคน

ในหลวงในดวงใจ



พระคือศูนย์รวมดวงใจ            ปกเกล้าเผ่าไทย
ทวยราษฎร์ร่มใต้ใบบุญ
          ทรงพระเมตตาการุญ              โอบเอื้อเจือจุน
บรรเทาทุกข์ปวงประชา
          มหากษัตริย์นักพัฒนา             ทรงยึดปรัชญา
ความพอเพียงเลี้ยงชีพชน
          พออยู่พอกินขจัดจน               พอดีแห่งตน
อยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี
          พระดำริโครงการมากมี            รวบรวมทฤษฎี
เพื่อประโยชน์พสกนิกร
          พระเกียรติคุณบวร                  เกริกไกรกำจร
ธ คือร่มโพธิ์ทองผองไทย
          เฉลิมพระชนม์มงคลสมัย         ปวงราษฎร์รวมใจ 
ด้วยความจงรักภักดี
          พรั่งพร้อมน้อมอัญชุลี             ถวายพรพระภูมี 
ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

ตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี




ความหมายของตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
          อักษรพระปรมาภิไธย ภปร สีเหลืองนวลทอง อันเป็นสีประจำพระชนมวาร ขลิบรอบตัวอักษรด้วยสีทองบนพื้นสีน้ำเงินเจือทอง อันเป็นสีประจำพระราชวงศ์ ล้อมด้วยเพชรอันเป็นเอกแห่งรัตนะหมายว่าเหล่านักปราชญ์ ราชกวีสำคัญ อีกบรรดาช่างอันมีชื่อ พระยาช้างสำคัญ นางงาม เหล่าทแกล้วทหารข้าราชราชบริพาร อันยอดฝีมือในการปฏิบัติราชการอย่างสุจริตยิ่ง เหล่านี้เปรียบด้วยเพชรอันชื่อว่ารัตนะ แวดล้อมประดับพระเกียรติยศแห่งพระมหากษัตริยาธิราชพระองค์นั้นอันเหนือยิ่งกว่าเพชรอันได้ชื่อว่ารัตนะทั้งปวง คือพระมหากษัตริย์ผู้ทรงสถิตเป็นเพชรอันยอดค่ายิ่งในดวงใจราษฏร์ ทรงบำบัดทุกข์ผดุงสุขเป็นที่พึ่งอันเกษมสุขร่มเย็นแก่ปวงพสกนิกร ซึ่งต่างเชื้อชาติศาสนาในพระราชอาณาจักรของพระองค์ 

     

เข็มกลัดที่ระลึก เนื่องในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ๙ มิถุนายน ๒๕๔๙



ความเป็นมาและวัตถุประสงค์ 
          เนื่องในโอกาสพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๙ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินโครงการจัดทำเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์งานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้
 
          ๑. เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ
 ๖๐ ปี 
          ๒. เพื่อให้ประชาชนร่วมกับรัฐบาล น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและแสดงความจงรักภักดี
 
          ๓. เพื่อนำรายได้ทูลเกล้าฯถวายโดยเสด็จพระราชกุศลทรงใช้สอยตามพระราชอัธยาศัย
 


พระราชพิธีกาญจนาภิเษก




วันพฤหัสบดีที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๙, เวลา ๑๕.๓๐ น.
พระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน โดยกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม
วันอาทิตย์ที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๓๙, เวลา ๑๕.๐๐ น.
การสวนสนามแสดงแสนยานุภาพ ของกองทัพไทย ณ บริเวณถนนราชดำเนินจากท้องสนามหลวง ถึงลานพระราชวังดุสิต
วันศุกร์ที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๓๙, เวลา ๑๙.๓๐ น.
งานสโมสรสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติและถวายพระพรชัยมงคล ณ ทำเนียบรัฐบาล
วันพุธที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๓๙, เวลา ๑๗.๐๐ น.
คณะทูตานุทูตเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายพระพรชัยมงคล ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
วันจันทร์ที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๓๙, เวลา ๑๖.๓๐ น.
พระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี พระราชพิธีกาญจนาภิเษก ทรงสถาปนาสมณศักดิ์พระสงฆ์ ๕๙ รูป ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
วันอาทิตย์ที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๓๙, เวลา ๑๐.๐๐ น.
พระราชพิธีบวงสรวงอดีตพระมหากษัตริย์ และเสด็จออกมหาสมาคม พระราชพิธีกาญจนาภิเษก ณ พลับพลาพิธี ท้องสนามหลวง
วันเสาร์ที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๓๙, เวลา ๑๖.๓๐ น.
พระราชกุศลทักษิณานุปทาน และพระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธย รัชกาลที่ ๘ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง

พระราชทานพรปีใหม่ พร้อม ส.ค.ส. ๒๕๔๙



 
            ในปีใหม่นี้ ข้าพเจ้าจึงขอให้ท่านทั้งหลายพยายามทำความคิดจิตใจให้สงบ แจ่มใส ทำความเข้าใจอันดีในกันและกันให้เกิดขึ้น ผู้ที่ทำประโยชน์เกื้อกูลกันก็ควรแสดงไมตรีตอบขอบใจกัน ด้วยความรักความหวังดี ทุกคนทุกฝ่ายจะได้สามารถร่วมมือ ร่วมความคิดกันปฏิบัติงานของตน ของชาติ ให้ดำเนินก้าวหน้าไปโดยราบรื่นและมั่นคง บรรลุถึงจุดประสงค์ตามที่มุ่งหมาย

                ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวไทยเคารพบูชาจงอภิบาลรักษาท่านทุกคนให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากภัย ให้มีความสุขสมบูรณ์ และความสำเร็จสมหวัง ตลอดศกหน้านี้โดยทั่วกัน

เศรษฐกิจแบบพอเพียง


           พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเข้าพระราชหฤทัยในความเป็นไปของเมืองไทยและคนไทยอย่างลึกซึ้งและกว้างไกล ได้ทรงวางรากฐานในการพัฒนาชนบท และช่วยเหลือประชาชนให้สามารถพึ่งตนเองได้มีความ " พออยู่พอกิน และมีความอิสระที่จะอยู่ได้โดยไม่ต้องติดยึดอยู่กับเทคโนโลยีและความเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกาภิวัฒน์ ทรงวิเคราะห์ว่าหากประชาชนพึ่งตนเองได้แล้วก็จะมีส่วนช่วยเหลือเสริมสร้างประเทศชาติโดยส่วนรวมได้ในที่สุด พระราชดำรัสที่สะท้อนถึงพระวิสัยทัศน์ในการสร้างความเข้มแข็งในตนเองของประชาชนและสามารถทำมาหากินให้พออยู่พอกินได้ ดังนี้ 
"….ในการสร้างถนน สร้างชลประทานให้ประชาชนใช้นั้น จะต้องช่วยประชาชนในทางบุคคลหรือพัฒนาให้บุคคลมีความรู้และอนามัยแข็งแรง ด้วยการให้การศึกษาและการรักษาอนามัย เพื่อให้ประชาชนในท้องที่สามารถทำการเกษตรได้ และค้าขายได้…"

ประการที่สำคัญของเศรษฐกิจพอเพียง
          1. พอมีพอกิน ปลูกพืชสวนครัวไว้กินเองบ้าง ปลูกไม้ผลไว้หลังบ้าน 2-3 ต้น พอที่จะมีไว้กินเองในครัวเรือน เหลือจึงขายไป
          2. พออยู่พอใช้ ทำให้บ้านน่าอยู่ ปราศจากสารเคมี กลิ่นเหม็น ใช้แต่ของที่เป็นธรรมชาติ (ใช้จุลินทรีย์ผสมน้ำถูพื้นบ้าน จะสะอาดกว่าใช้น้ำยาเคมี) รายจ่ายลดลง สุขภาพจะดีขึ้น (ประหยัดค่ารักษาพยาบาล)
          3. พออกพอใจ เราต้องรู้จักพอ รู้จักประมาณตน ไม่ใคร่อยากใคร่มีเช่นผู้อื่น เพราะเราจะหลงติดกับวัตถุ ปัญญาจะไม่เกิด

โครงการฝนหลวง


            
             ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกลและทรง ความอัจฉริยะในพระองค์ท่านดังนั้นในปี พุทธศักราช2498จึงได้มีพระราชดำริค้นหาวิธีการ ที่จะทำให้เกิดฝนตกนอกเหนือจากที่จะได้รับ จากธรรมชาติโดยนำเทคโนโลยีนำสมัยและทรัพยากร ที่มีอยู่ประยุกต์กับศักยภาพของการเกิดฝน ในเขตร้อน เช่น ประเทศไทยมุ่งขจัดปัญหา ความเดือดร้อนดังกล่าว และทรงมีพระราชหฤทัย เชื่อมั่นว่าวิธีการดังกล่าวนี้ จะทำให้ การพัฒนาระบบการจัดทรัพยากรน้ำของชาติเกิด ความพร้อมและครบบริบูรณ์ตามวัฏจักรของ น้ำ คือ
1.
การพัฒนาระบบ การจัดการทรัพยากรแหล่งน้ำใต้ดิน
2.
การพัฒนาระบบ การจัดการทรัพยากรแหล่งน้ำผิวดิน
3.
การพัฒนา การ จัดการทรัพยากรแหล่งน้ำใน บรรยากาศ

พระราชดำรัส


วันศุกร์ที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๙
          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสตอบแก่พระบรมวงศานุวงศ์ และพสกนิกรที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม วันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๙ (ฉบับไม่เป็นทางการ)
วันอาทิตย์ที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
          พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่คณะบุคคล ที่มาเข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล ในโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิตฯ (ฉบับไม่เป็นทางการ)
วันพฤหัสบดีที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
          พระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานแก่คณะบุคคล ที่มาเข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล ในโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิตฯ (ฉบับไม่เป็นทางการ)
วันศุกร์ที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗
          พระราชดำรัส พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ ประจำปี ๒๕๔๘
วันเสาร์ที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗
          พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่คณะบุคคล ที่มาเข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล ในโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิตฯ (ฉบับไม่เป็นทางการ)
วันพฤหัสบดีที่ ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗
          พระราชทานแก่ทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตน และสวนสนาม ของทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า พระราชวังดุสิต กรุงเทพมหานคร (ฉบับไม่เป็นทางการ)
วันพุธที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๗
พระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานแก่คณะบุคคล ที่มาเข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล ในโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิตฯ (ฉบับไม่เป็นทางการ)
วันพุธที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๖
          พระราชดำรัส พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ ประจำปี ๒๕๔๗
วันพฤหัสบดีที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๖
          พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่คณะบุคคล ที่มาเข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล ในโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิตฯ (ฉบับไม่เป็นทางการ)
วันจันทร์ที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๖
          พระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานแก่คณะบุคคล ที่มาเข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล ในโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิตฯ (ฉบับไม่เป็นทางการ)
วันอังคารที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕
          พระราชดำรัส พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ ประจำปี ๒๕๔๖
วันพุธที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕
          พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิตฯ (ฉบับไม่เป็นทางการ)

พระราชกรณียกิจด้านการแพทย์

        ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรตามท้องที่ต่างๆ ทุกครั้ง จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีคณะแพทย์ที่ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาจากโรงพยาบาลต่างๆ และล้วนเป็นอาสาสมัครทั้งสิ้น โดยเสด็จพระราชดำเนินไปในขบวนอย่างใกล้ชิด พร้อมด้วยเวชภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์ครบครัน พร้อมที่จะให้การรักษาพยาบาลราษฎร ผู้ป่วยไข้ได้ทันที
          นอกจากนั้น ยังมีโครงการทันตกรรมพระราชทาน ซึ่งเป็นพระราชดำริที่ให้ทันตแพทย์อาสาสมัคร ได้เดินทางออกไปช่วยเหลือบำบัดโรคเกี่ยวกับฟัน ตลอดจนสอนการรักษาอนามัยของปากและฟัน แก่เด็กนักเรียนและราษฎรที่อาศัยอยู่ในท้องที่ทุรกันดาร และห่างไกลจากแพทย์ทั่วทุกภาค โดยให้การบริการรักษาโรคฟัน โดยไม่คิดมูลค่าในการแพทย์เคลื่อนที่

พระราชกรณียกิจด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศ


  •  เวียดนามใต้ ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๑ ธันวาคม ๒๕๐๒ ซึ่งเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศครั้งแรก ในรัชกาลปัจจุบัน
  •      สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ ๘-๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๓
  •  สหภาพพม่า ระหว่างวันที่ ๒-๕ มีนาคม ๒๕๐๓
  •  สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ ๑๔ มิถุนายน - ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๐๓
  •  อังกฤษ ระหว่างวันที่ ๑๙-๒๓ กรกฎาคม ๒๕๐๓
  •  สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน ระหว่างวันที่ ๒๕ กรกฎาคม - ๒ สิงหาคม ๒๕๐๓
  •  สาธารณรัฐโปรตุเกส ระหว่างวันที่ ๒๒-๒๕ สิงหาคม ๒๕๐๓
  •  สวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ ๒ช-๓๑ สิงหาคม ๒๕๐๓
  •  เดนมาร์ก ระหว่างวันที่ ๖-๙ กันยายน ๒๕๐๓
  •  นอร์เวย์ ระหว่างวันที่ ๑๙-๒๑ กันยายน ๒๕๐๓
  •   สวีเดน ระหว่างวันที่ ๒๓-๒๕ กันยายน ๒๕๐๓
  •  สาธารณรัฐอิตาลี ระหว่างวันที่ ๒๘ กันยายน - ๑ ตุลาคม ๒๕๐๓
  •  นครรัฐวาติกัน เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๐๓
  •  เบลเยี่ยม ระหว่างวันที่ ๔-๗ ตุลาคม ๒๕๐๓
  •  สาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ ๑๑-๑๔ ตุลาคม ๒๕๐๓
  •  ลักเซมเบอร์ก ระหว่างวันที่ ๑๗-๑๙ ตุลาคม ๒๕๐๓
  •  เนเธอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ ๒๔-๒๗ ตุลาคม ๒๕๐๓
  •  สเปน ระหว่างวันที่ ๓-๘ พฤศจิกายน ๒๕๐๓
  •  สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน ระหว่างวันที่ ๑๑-๒๒ มีนาคม ๒๕๐๕
  •  สหพันธรัฐมลายา ระหว่างวันที่ ๒๐-๒๗ มิถุนายน ๒๕๐๕
  •  นิวซีแลนด์ ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๖ สิงหาคม ๒๕๐๕
  •  ออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ ๒๖ สิงหาคม - ๑๒ กันยายน ๒๕๐๕
  •  ญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ ๒๗ พฤษภาคม - ๕ มิถุนายน ๒๕๐๖
  •  สาธารณรัฐจีน ระหว่างวันที่ ๕-๘ มิถุนายน ๒๕๐๖
  •  สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ ๙-๑๔ กรกฎาคม ๒๕๐๖
  •  สาธารณรัฐออสเตรีย ระหว่างวันที่ ๒๙ กันยายน - ๕ ธันวาคม ๒๕๐๗
  •  สาธารณรัฐเยอรมัน ระหว่างวันที่ ๒๒-๒๘ สิงหาคม ๒๕๐๙ ซึ่งเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนครั้งที่สอง
  •  สาธารณรัฐออสเตรีย ระหว่างวันที่ ๒๙ กันยายน - ๒ ตุลาคม ๒๕๐๙ ซึ่งเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนครั้งที่สอง
  •  อิหร่าน ระหว่างวันที่ ๒๓-๓๐ เมษายน ๒๕๑๐
  •  สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ ๖-๒๐ มิถุนายน ๒๕๑๐ ซึ่งเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนครั้งที่สอง
  •  แคนาดา ระหว่างวันที่ ๒๑-๒๔ มิถุนายน ๒๕๑๐
  •  สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ระหว่างวันที่ ๘-๙ เมษายน ๒๕๓๗

พระราชกรณียกิจด้านการศึกษา



                พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักดีว่า การพัฒนาการศึกษาของเยาวชนนั้น เป็นพื้นฐานอันสำคัญของประเทศชาติ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์จัดตั้งมูลนิธิอานันทมหิดล ให้เป็นทุนสำหรับการศึกษาในแขนงวิชาต่างๆ เพื่อให้นักศึกษาได้มีทุนออกไปศึกษา หาความรู้ต่อในวิชาการชั้นสูงในประเทศต่างๆ โดยไม่มีเงื่อนไขข้อผูกพันแต่ประการใด เพื่อที่จะได้นำความรู้นั้นๆ กลับมาใช้พัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าต่อไป
           นอกเหนือไปจากนี้แล้ว ทรงมีพระราชดำริให้ดำเนินการจัดทำสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนขึ้น สารานุกรมชุดนี้ มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากสารานุกรมชุดอื่นๆ ที่ได้เคยจัดพิมพ์มาแล้ว กล่าวคือ เป็นสารานุกรมอเนกประสงค์ที่บรรจุเรื่องราวต่างๆ ที่เป็นสาระไว้ครบทุกแขนงวิชา โดยจัดแบ่งเนื้อหาของแต่ละเรื่องออกเป็นสามระดับ เพื่อที่จะให้เยาวชนแต่ละรุ่น ตลอดจนผู้ใหญ่ที่มีความสนใจ สามารถที่จะศึกษาค้นคว้าหาความรู้ ได้ตามความเหมาะสมของพื้นฐานความรู้ ของแต่ละคน โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในแต่ละสาขาวิชา การอุทิศเวลาและความรู้ เพื่อสนองพระราชดำริ โดยร่วมกันเขียนเรื่องต่างๆ ขึ้น แบ่งออกเป็น 4 สาขาวิชา คือ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

บิดาแห่งเทคโนโลยีไทย

      ปี พ.ศ. 2544 นี้ เป็นปีที่ 32 นับแต่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้เริ่มมีการทดลองปฏิบัติการจริง ในท้องฟ้าครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2512 และเป็นปีที่ 46 นับแต่ทรงเริ่มมีพระราชดำริเมื่อ พ.ศ. 2498   เทคโนโลยีฝนหลวงที่ทรงทุ่มเทคิดค้นขึ้นมา
นี้ มิได้ยังประโยชน์ ต่อพสกนิกรไทยทุกหมู่เหล่าเท่านั้น แต่ยังเอื้อประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ชาติทั่วไป ดังจะเห็นได้ว่า นับแต่ประเทศไทยได้จดทะเบียนกิจกรรมฝนหลวง กับองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก แห่งสหประชาชาติ เป็นครั้งแรก เมื่อพ.ศ. 2525 เทคโนโลยีฝนหลวง จึงได้ถูกเผยแพร่เข้าสู่การยอมรับ และถ่ายทอดตามคำร้องขอ ให้แก่สมาชิกที่มีกิจกรรมดัดแปรสภาพอากาศ ขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก รวม 28 ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้ถ่ายทอดโดยตรงให้กับมิตรประเทศ ทั้งในกลุ่มอาเซียน 5 ประเทศ และนอกกลุ่ม เช่น ประเทศศรีลังกา บังคลาเทศ ปากีสถาน โอมาน เป็นต้น รวมทั้งมีการ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และข้อมูลระหว่างกันกับประเทศ สหรัฐ อเมริกา แคนนาดา ออสเตรเลีย อิตาลี ฝรั่งเศส และสาธารณรัฐประชาชนจีน จนกระทั่งกลุ่มประเทศอาเซียน และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ยกให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการดัดแปรสภาพอากาศ ในภูมิภาคเขตร้อน ตั้งแต่ พ.ศ. 2527 เป็นต้นมา